ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

อัมพาตครึ่งซีก คือ ภาวะที่ร่างกายมีการสูญเสียการทำงานของแขนและขาในด้านเดียวกันของลำตัว สาเหตุมีหลายอย่างแต่ที่ พบบ่อยที่สุดคือ สาเหตุจากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งจำแนกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คือ

 

1. หลอดเลือดสมองตีบ หรืออุดตัน
2. หลอดเลือดสมองแตก

 

ทั้ง 2 ภาวะดังกล่าวทำให้เนื้อเยื่อสมองในบริเวณที่หลอดเลือดนั้นหล่อเลี้ยงเกิดอาการขาดเลือดทำให้การทำงานของสมอง ส่วนนั้นๆ ซึ่งควบคุมการทำงานของร่างกายทำหน้าที่บกพร่องไป ดังที่ทราบกันแล้วว่าสมองมี 2 ซีก ซ้ายและขวาโดยปกติสมอง ซีก หนึ่งๆ จะควบคุมการทำงานของร่างกายด้านตรงข้ามเสมอ เช่น เมื่อสมองซีกขวามีปัญหาจึงส่งผลให้การทำงานของร่างกาย ซีกซ้ายเกิดการอ่อนแรง เป็นต้น

 

เกิดอะไรขึ้นกับผู้ป่วยอัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง

1. แขนและขาข้างเดียวกันของลำตัวอ่อนแรง
2. เดินไม่ได้ เป็นปัญหาที่เห็นได้ชัดเจน จึงทำให้ผู้ป่วยและญาติ กังวลมากกว่าปัญหาอื่นๆ
3. การช่วยเหลือตนเองลดลง โดยเฉพาะกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน เช่น การรับประทานอาหาร การแต่งตัวการอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นกิจกรรมพื้นฐานที่ ผู้ป่วยเคยทำได้ แต่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่นเมื่อเกิดโรคขึ้น
4. อารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่ายบ่อยครั้งที่เกิดอารมณ์ซึมเศร้าเนื่องจากมีความ รู้สึกด้อยค่าในตัวเองจากความเจ็บป่วย ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ แม้แต่กิจวัตรประจำวันพื้นฐาน
5. ปัญหาเรื่องการสื่อสาร ผู้ป่วยบางรายอาจพูดไม่ชัด พูดไม่ได้ หรือพูดได้แต่ไม่รู้เรื่อง เป็นต้น
6. ปัญหาเรื่องรับประทานอาหาร ในแง่การเคี้ยว การกลืน อาจเกิดสำลักน้ำและอาหารได้ง่าย
7. ปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย อาจไม่สามารถควบคุมได้ หรือ ขับถ่ายไม่คล่องทั้งปัสสาวะและอุจจาระหรือมีปัญหาอย่างใด อย่างหนึ่ง

 

จะเห็นได้ว่าเมื่อเกิดอัมพาตครึ่ง ซีกแล้ว มีปัญหาเกิดขึ้นหลายอย่าง กล่าวโดยรวมคือ ปัญหาเหล่านี้กระทบต่อทางร่างกาย ทางจิตใจ และสังคมของผู้ป่วย แต่ปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันและแก้ไขได้หากผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ถูก ต้องตั้งแต่แรกและ ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพที่เหมาะสม นอกจากแพทย์และทีมผู้รักษาแล้ว ญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่วยก็มีความสำคัญเท่าๆกับทีม ผู้รักษา เนื่องจากญาติมีความเข้าใจ ในโรคและตัวผู้ป่วย เพื่อคอยเป็นกำลังใจ รวมทั้งเข้าใจการรักษาเพื่อให้การดูแลต่อเนื่องได้ถูกต้อง

 

การดูแลเบื้องต้น
จุดประสงค์ของการดูแลเบื้องต้นผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกจากโรคหลอดเลือดสมอง คือ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน ซึ่งได้แก่
1. แผลกดทับ
2. ข้อยึดติด
3. กล้ามเนื้อลีบอ่อนแรง
4. ความดันเลือดต่ำจากการนอนนาน

 

การดูแลเบื้องต้น ควรประกอบด้วย

1. ป้องกันแผลกดทับ
แผลกดทับมักเกิดจากการนอนอยู่ในท่าเดียวเป็นเวลานานๆ บริเวณที่พบแผลกดทับได้บ่อยคือ บริเวณปุ่มกระดูกของร่าง กาย เช่น บริเวณเชิงกราน บริเวณตาตุ่ม เป็นต้น ผิวหนังและเนื้อเยื่อในบริเวณดังกล่าวไม่สามารถทนต่อแรงกดทับ นานๆ ได้ ดังนั้นควรดูแลโดย พลิกตะแคงตัวให้ผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมงหรือฝึกให้ผู้ป่วยทำเองโดยก่อนจะทำการพลิกตะแคงตัว ควรใช้แขนข้างดียกแขน ข้างที่เป็นอัมพาต มาวางบนหน้าอก แล้วฝึกการพลิกตะแคงตัว ดังนี้

พลิกตะแคงไปยังด้านที่เป็นอัมพาต ให้ผู้ป่วยใช้มือข้างดีดึงขอบที่นอนด้านตรงข้าม แล้วใช้ขาข้างดียันกับที่นอนเพื่อให้ลำตัวพลิกมา พลิกตะแคงตัวไปยังด้านที่ดี ใช้มือข้างดีจับขอบที่นอน ขณะเดียวกันใช้ขาข้างดีดันที่นอนช่วยให้ลำตัวพลิกตะแคง อาจใช้ขาข้างดีเกี่ยวขาด้านที่เป็นอัม พาตเพื่อช่วยพลิกตะแคงมา

 

2. จัดท่าทางการนอนที่เหมาะสม
เมื่อเกิดอัมพาตครึ่งซีก แขนข้างที่เป็นอัมพาต ผู้ป่วยมักนอนงอศอก งอข้อมือ กำนิ้วมือ ส่วนขาข้างที่เป็นอัมพาตมักนอนในท่าแบะสะโพกออก เข่างอและปลายเท้าจิกลง ถ้าปล่อยให้อยู่ในลักษณะนี้นานๆ ก็จะเกิดภาวะข้อยึดติดเมื่อกำลังกล้ามเนื้อกลับคืนมาก็ไม่สามารถจะใช้แขนและมือในการหยิบจับสิ่งของ ไม่สามารถใช้ขาในการเดินได้ ดังนั้นการดูแลในเรื่องการจัดท่านี้ต้องให้ความสนใจกับข้อทุกข้อของทั้งแขนและขา การจัดท่าของมือ ทำได้โดยใช้อุปกรณ์เสริมช่วย อุปกรณ์เสริมที่หาได้ง่ายที่สุดคือ ผ้าขนหนูผืนเล็ก 1 ผืนพับครึ่งม้วนเข้าด้วยกันแล้วใช้เทปตรึงเป็นม้วนกลมให้ผู้ป่วยกำไว้เพื่อประคองให้มืออยู่ในท่าที่ถูกต้อง หากได้รับอุปกรณ์เสริมประคองเสริมประคอง ข้อมือและข้อนิ้วมือก็สามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน

 

การจัดท่านอนทำได้หลายรูปแบบ
ท่านอนหงาย กางไหล่ออกเป็นมุมฉาก มีหมอนบางรองใต้ไหล่ ข้อสะโพกและข้อเข่าเหยียดออกโดยมีหมอนยาวหนุนข้างต้นขา กันไม่ให้ต้นขาบิดออก ควรใช้หมอนข้างรองปลายเท้าทั้ง 2 ข้างไม่ให้ข้อเท้าตก การจัดท่าของแขนและมืออาจจัดสลับไปมาได้ หลายท่า ทั้งงอศอกและเหยียดข้อศอก นอนตะแคงทับข้างดี ใช้หมอนรองที่แขนและขาข้างที่เป็นอัมพาต ขาข้างดีเหยียดตรง แขนข้างดีกางออกจากลำตัว นอนคว่ำ ควรทำเมื่อพร้อมและแพทย์อนุญาต มีข้อดี คือ การนอนคว่ำจะเป็นการเหยียดข้อสะโพกและเข่าที่ดีมาก แต่ผู้ป่วยส่วน ใหญ่ไม่ชินกับการนอนคว่ำ ควรค่อยๆ ฝึก เริ่มจากเวลาน้อยๆ จนสามารถทนได้นานถึง 30 นาทีต่อครั้ง และให้ความถี่ประมาณ 3 – 4 ครั้งต่อวันเท่าที่ผู้ป่วยจะทนได้ การจัดท่าควรมีหมอนเล็กรองใต้ข้อเท้า 2 ข้าง เพื่อป้องกันการกดทับของที่นอนต่อนิ้วเท้ามี ีหมอนบางรองใต้ไหล่ กางไหล่ออก ข้อศอกเหยียดตรง คว่ำมือ และมือจับอุปกรณ์ประคองมือ

 

3. การออกกำลังกายเบื้องต้น
หากผู้ป่วยยังไม่พร้อมที่จะทำเอง ญาติหรือผู้ดูแลควรช่วยเหลือโดยการขยับข้อทุกข้อของข้างที่อ่อนแรงเพื่อ ป้องกันข้อยึดติด การบริหารทำข้อละ 3-5 ครั้ง วันละ 1-2 รอบ ในทิศทางต่อไปนี้ การบริหารข้อไหล่ ควรประกอบด้วย ยกไหล่มาด้านหน้า กางไหล่ออกด้านข้างแล้วยกขึ้น หมุนไหล่เข้าและออกการบริหารข้อศอก ควรประกอบด้วย การงอและเหยียดข้อศอก คว่ำมือและหงายมือ การบริหารข้อมือและนิ้วมือ มือและนิ้วมือข้างที่เป็นอัมพาตของผู้ป่วยมักบวมซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้ออ่อน แรงจึงไม่สามารถบีบตัว ให้การไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองเป็นไปอย่างปกติ การดูแลเบื้องต้นคือ ใหใช้หมอนหนุนปลายมือให้สูงกว่าข้อศอก ทั้งในท่า
นอนและท่านั่ง นวดไล่จากปลายนิ้วมือเข้าหาต้นแขนและทำท่าบริหารโดยให้กระดกข้อมือขึ้น เหยียดนิ้วมือออกให้สุดและกางนิ้ว โป้งออกให้ง่ามนิ้วตึง การบริหารข้อสะโพก ควรประกอบด้วย การงอและเหยียด กางออกหุบเข้า รวมทั้งหมุนสะโพก การบริหารข้อเท้า ควรกระดกข้อเท้าขึ้นให้เอ็นร้อยหวายตึง ป้องกันการหดสั้นของเอ็นร้อยหวาย หากเอ็นร้อยหวายหดสั้น ปลายเท้าจะจิกลงและขัดขวางการเดิน เมื่อผู้ป่วยแข็งแรงและพร้อมที่จะทำได้เอง ควรสอนให้ผู้ป่วยออกกำลังกาย โดยให้เอามือประสานกันแล้วยกแขน 2 ข้างขึ้น เหนือศีรษะเป็นการป้องกันข้อไหล่ติด สามารถทำได้ทั้งท่านั่งและท่านอน จากนั้นใช้มือข้างดีกระดกข้อมืออัมพาตเหยียดนิ้วให้
ตรงรวมทั้งการนิ้วโป้งออกให้ง่ามนิ้วตึง

 

4. กระตุ้นให้ผู้ป่วยลุกนั่งบ่อยๆ
หากผู้ป่วยยังลุกนั่งเองไม่ได้ ให้จับผู้ป่วยลุกนั่งและหากยังทรงตัวนั่งเองไม่ได้ควรนั่งโดยมีที่พิงบน เตียงให้ใช้หมอนวาง วางเรียงประคองหลังกันผู้ป่วยล้มลง เมื่อลุกนั่งและไม่มีอาการเวียนศีรษะหน้ามืด ควรนั่งให้ตรงประมาณ 70o – 90o หากนั่งเอน มากๆ ลำตัวมักไม่มั่นคง เกิดการถูไถไปกับที่นอน และจะทำให้มีแผลกดทับเกิดตามมา ระยะแรกอาจให้นั่งเฉพาะมื้ออาหาร เมื่อ ทนได้ดีขึ้นควรเพิ่มความถี่ของการนั่งให้มากขึ้น ระยะเวลาของการนั่งต่อครั้งควรค่อยๆปรับให้มากขึ้นตามความทนทานของผู้ ป่วย ตั้งแต่เวลาน้อยๆ เช่น 5 นาที และควรนั่งได้อย่างน้อย 30 นาทีต่อการลุกนั่ง 1 ครั้ง แต่ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมง เมื่อผู้ป่วยนั่งได้ อย่างน้อย 30 นาที อาจย้ายมานั่งเก้าอี้ข้างเตียงได้ โดยนั่งเก้าอี้มีพนักพิงแล้วใช้หมอนประคองไหล่ แขนและมือข้องที่อ่อนแรงไว้ แขนและมือข้างที่อ่อนแรงไว้ด้วย

 

ประโยชน์ของการลุกนั่งบ่อยๆ
1. ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น
2. ระบบหายใจ อากาศจะเข้าสู่ปอดได้ทุกส่วน ลดปัญหาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
3. ระบบย่อยอาหารและขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น
4. การลุกนั่งจะมองเห็นสิ่งแวดล้อมได้รอบตัว เป็นการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกได้ดีกว่าการนอน
5. เมื่อลุกนั่งผู้ป่วยจะสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับญาติหรือผู้ดูแลได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

การดูแลเบื้องต้นเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญในในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและเป็นการเตรียมร่างกายของผู้ป่วยให้พร้อมสำหรับ
การฟื้นฟูสมรรถภาพต่อไป

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก ผศ.พ.ญ.ปิยะภัทร พัชราวิวัฒน์พงษ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล